แม้ในปัจจุบันสื่อออนไลน์มีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ต้องยอมรับว่า Facebook ads ถูกแย่ง Market share ไปสู่แพลตฟอร์มโฆษณาอื่นๆ รวมทั้งข้อมูลเผยว่าคน Gen Z ใช้งาน Facebook น้อยลง ถึงแม้เหตุการณ์ต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ Facebook ads หรือการยิงแอดเฟสบุ๊ค ดูน่าสนใจน้อยลงไปบ้าง แต่ แต่ แต่ อย่าลืมว่า คนส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในแพลตฟอร์ม Facebook คนที่มีกำลังซื้อก็ยังอยู่ใน Facebook เช่นกัน
Facebook Ads คืออะไร
Facebook ads คือสื่อโฆษณาออนไลน์ ใช้สำหรับการโฆษณาหากลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจด้านต่างๆ แสดงผลบนเว็บและแอปของ Facebook นอกจากนั้นยังแสดงผลบนแอปของ Meta ทั้งหมดอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Whatsapp, Messenger หรือ Instagram เป็นต้น
Facebook ads หรือการยิงแอดเฟสบุ๊ค คือโฆษณารูปแบบ Outbound Marketing เป็นการนำสื่อออกไปแสดงผลคั่นขณะที่เค้ากำลังทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่ ลักษณะคั่นคล้ายทีวี แต่สามารถระบุความสนใจของผู้ชมโฆษณาได้ลึกกว่ามาก รวมทั้งสามารถทดสอบ Creative Content ของเราได้มากกว่าหลายเท่า
Facebook Business Manager คืออะไร?
Facebook Business Manager คือบัญชีตัวจัดการธุรกิจ เปรียบเหมือนเป็นบัญชีขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับบริหารเพจและบัญชีโฆษณาทั้งหมด ใช้สำหรับแชร์ข้อมูล หรือเพิ่มสิทธิ์การทำงาน ระหว่าง Business Manager ของเรากับพาร์ทเนอร์หรือลูกค้าเรา
Facebook Ads Manager คืออะไร?
Facebook Ads Manager คือตัวจัดการโฆษณาของ Facebook ใช้สำหรับยิงแอดโฆษณา Facebook ads ไม่ว่าจะเป็นการ setup หรือการ optimize เราจะใช้ Ads Manager ทั้งหมด
ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้การทำโฆษณา Facebook ads ประสบผลสำเร็จ
Product / Market
อีกปัจจัยที่สำคัญที่สุดเลย คือสินค้าบริการของเรา ว่าสินค้าบริการของเราดีแค่ไหน มีคุณภาพไหม ขายรอบแรกแล้วเกิดการซื้อซ้ำรอบ 2 หรือไม่ อีกอย่างนึง คือปัจจัยของ Market หรือ ตลาดนั้นเอง ว่าตลาดตอบรับกับสินค้าเราหรือไม่ มีการแข่งขันกันดุเดือดอยู่แล้ว แล้วเราเป็นสินค้าหน้าใหม่รึเปล่า เป็นต้น
Targeting
ปัจจัยการทำโฆษณา Facebook ads อย่างที่ทุกคนรู้กัน การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย หรือ Targeting นั้นสำคัญไม่แพ้กัน รวมทั้ง Facebook ก็มีระบบความสนใจที่ค่อนข้างละเอียด ถึงแม้จะถูกถอด Interest ดีๆหลายๆ ตัวไปเยอะแล้วก็ตาม แต่ Interest ของ Facebook ก็ยังถือว่าละเอียดสามารถเจาะกลุ่ม Targeting ต่างๆ ได้ดี
Creative Ad Content
ปัจจัยด้านคุณภาพของคอนเทนต์สำคัญอย่างมาก มีผลอย่างมากต่อผลลัพธ์แคมเปญโฆษณาเฟสบุ๊ค ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของแคปชั่น หรือภาพกราฟิกนั้นก็สำคัญทั้งหมด แต่เราให้น้ำหนักกับภาพกราฟิกดีไซน์มากกว่า เพราะคนมองเป็นสิ่งแรก ภาพดึงดูดไม่ดึงดูด จึงเป็นตัวตัดสินของ Audience เลยว่าจะเกิด Action อะไรต่อหรือไม่
Objective
การเลือก Objective หรือวัตถุประสงค์ที่ถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ เหมาะสมกับผลลัพธ์ที่ธุรกิจโฟกัสอยู่ หากเลือกผิด หรือไม่ต้อง จุดนั้นอาจหมายถึงการสูญเงินโดยเปล่าประโยชน์ โดยแต่ละ Objective มีวิธีการวิ่งหาผลลัพธ์แตกต่างกัน Audience ที่เลือกในแต่ละ Objective ถึงจะเป็น Audience Targeting ที่ตั้งค่าเหมือนกัน แต่หากเลือกคนละ Objective กลุ่ม Audience ที่ได้มาในแต่ละ Campaign Objective ก็ไม่เหมือนกัน
รูปแบบการยิงแอดโฆษณา Facebook ads มีอะไรบ้าง
รูปแบบโฆษณาหรือวัตถุประสงค์โฆษณาของ Facebook ads หรือการยิงแอดเฟสบุ๊คมีด้วยกันหลายรูปแบบ วิธีการทำงานของระบบโฆษณา วิธีการนำส่งโฆษณาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เรามาดูว่าวัตถุประสงค์โฆษณาของ Facebook ads มีอะไรบ้าง แล้วเลือกยังไงให้เข้าตรงกับเป้าหมาย
รูปแบบการเลือก Objective แบบใหม่ของ Facebook ads
- Awareness: หากเราต้องการทำแคมเปญแนว Awareness ระบบก็จะแนะนำให้เราเลือก Reach, Brand Awareness หรือ Video views เหมือนเป็นแนวการวิ่งหาผลลัพธ์ว่าอยากได้ผลลัพธ์ประมาณไหน ของระบบทำการหาผลลัพธ์อะไรมา
(เช่น Reach ต้องการเข้าถึงคนเยอะๆ โดยไม่สนอะไร, Brand Awareness ต้องการคนที่มีสิทธิ์หยุดดูโฆษณาและเกิดการจดจำได้ หรือ Video views โฆษณาเพื่อหาคนที่หยุดดูจนสร้าง Thruplay หรือการดู 15 วินาทีนั้นเอง จะเห็นว่าเป็นแคมเปญ Awareness คล้ายๆ กัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง) - Traffic: ประกอบไปด้วยการหา Link Click, Landing page views และ Calls
- Engagement: ประกอบไปด้วย Messenger, Video views, Post engagement, Conversions
- Leads: ประกอบไปด้วย Instant form, Messenger, Conversion และ Calls
- App Promotion: ประกอบไปด้วย App install และ App events
- Sales: ประกอบไปด้วย Conversion, Catalogue sales, Messenger และ Calls
อ่านเพิ่มเติม: ทำความเข้าใจ Lead และวิธีการทำ Lead Generation
ฟีเจอร์เด็ดและสิ่งที่ต้องรู้ก่อนยิงแอด Facebook ที่ทุกคนต้องใช้งาน
CBO หรือ Campaign Budget Optimization (Advantage campaign budget)
CBO หรือ Campaign Budget Optimization คือการให้ระบบ Machine Learning ของ Facebook ช่วยเราบริหารกระจายงบประมาณโฆษณาให้กับเรา ช่วยลดงานการแบ่งงบโฆษณาที่ยุ่งยากให้เร็วขึ้น โดยหากระบบมองว่า Adset หรือกลุ่มเป้าหมายไหนดี จะทำการแบ่งเงินให้ตัวนั้นเยอะมากกว่าตัวอื่นๆ โดยระบบตัวนี้ช่วยลดงานของเราได้เยอะจริง แต่สิ่งต้องระวังนั้นก็เยอะ เช่น การที่ CBO แบ่งเงินให้ตัวที่มี Audience ขนาดใหญ่ ที่จำนวนคนเยอะ ได้รับเงินมากเกินไป ไม่สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือการที่ระบบแบ่งเงินให้ตัวที่เคยมีประวัติการหาผลลัพธ์ให้เราดี แต่ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาผลลัพธ์แย่ลงเรื่อยๆ แต่ระบบจะดูไม่ออก ระบบยังเข้าใจว่ามันมีผลลัพธ์เคยดี น่าจะยังดีอยู่ มันก็ยังอัดเงินใส่หนักๆ เข้าไปเรื่อยๆ
ดังนั้นการใช้ฟีเจอร์นี้ เราต้องหัดใช้ Minimum Budget และ Maximum Budget ดีๆ
- Minimum Budget: คือ Adset ต้องได้เงินน้อยสุดเท่าไหร่ เราอาจใช้ในเคสที่ กลัวทาร์เก็ตนี้ไม่ได้เงินในช่วงแรก หรืออีกเคสคือผลลัพธ์มันดี มันคุ้มค่า แต่ระบบดันให้เงิน adset นั้นในการรันโฆษณาน้อยเกินไป เราก็มาเพิ่มในส่วนนี้ได้
- Maximum Budget: คือ Adset ต้องได้รับเงินมากที่สุดเท่าไหร่ ห้ามเกินนี้เด็ดขาด ใช้สำหรับในทาร์เก็ตที่รับเงินเยอะเกินไป ผลลัพธ์เริ่มดูไม่คุ้มค่ากับเงินที่ได้รับ หรือใช้กันพวกกลุ่ม Audience ขนาดใหญ่ เป็นป้องกันการดูดเงิน Adset อื่นๆ
Location
Location คือการเลือกพื้นที่การแสดงผลโฆษณา Facebook ads ของเรา เมื่อก่อนนั้นสามารถทำได้ทั้ง คนที่อาศัยอยู่แถวนี้, คนที่เพิ่งผ่านไป หรือคนที่มาเที่ยวไกลบ้านเกิน 200 กิโลเมตร หรือทุกๆ คน
ปัจจุบัน ขณะที่ผมเขียนบทความนี้อยู่ หลายๆ บัญชีโฆษณาถูกไปใช้แบบเลือกอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เลือกได้แค่หมุด Location เท่านั้น สรุปก็คือโฆษณาหาทุกๆ คนในวงพื้นที่นั้นๆ ได้ แต่แยกย่อยแบบที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้แล้ว ดังนั้นการเลือก Location ณ ปัจจุบันต้องปรับหลักการวิเคราะห์จากเดิมเช่นกัน
Facebook ads placement
การเลือก Placement ในช่วงแรกนั้น หากไม่ได้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากนัก การเลือกเป็น Automatic Placement เพื่อให้ระบบช่วยจัดการแบบอัตโนมัติให้เราเลย ว่าพื้นที่ไหนควรได้แสดงผลเยอะน้อยแค่ไหน
โดยเราสามารถใช้เมนู Breakdown > By delivery > Placement เพื่อทำการวิเคราะห์ Placement แต่ละที่ว่ามีผลลัพธ์ดี ไม่ดี ยังไงบ้าง
Creative Ad Content
การใช้ภาพกราฟิกและคอนเทนต์สำหรับโฆษณานั้น สิ่งที่ต้องระวังคือการใช้ภาพโฆษณาต่อ 1 Adset/Campaign เพียง 1 ภาพเท่านั้น อันนี้คือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอยากมากที่สุด แล้วเพราะอะไรล่ะ!? อย่างที่พูดถึงไปข้างบน Creative Ad Content เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผลลัพธ์แคมเปญเราดีหรือไม่ดี เราไม่ควรใช้ภาพกราฟิกและคอนเทนต์เพียง 1 ชิ้นเท่านั้น เพราะหาก 1 ชิ้นที่ใส่เข้าไปนั้น ไม่ถูกจริต ไม่เข้า ไม่ตรงกับกลุ่ม Audience ผู้ชมโฆษณา อาจทำให้ผลลัพธ์แคมเปญที่เราคาดหวังพังลงได้ ทางที่ดีควรมีภาพกราฟิกและคอนเทนต์ 2-3 ชิ้นขึ้นไปต่อ 1 Adset/Campaign
สรุป
ปัจจัยที่จะทำให้ Facebook ads ประสบความสำเร็จมีด้วยกันหลายปัจจัย สิ่งที่เรากล่าวมาข้างต้น คือปัจจัยพื้นฐาน สิ่งที่เราต้องรู้และสิ่งที่ต้องระวัง เพื่อให้แคมเปญของเราได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับธุรกิจ ได้ผลลัพธ์ที่แท้จริงกลับมาสู่ธุรกิจ
Fighting! Marketer & Advertiser 😀


